สีสันแปลกตา ปลากระเบนสีชมพูสุดแปลกในออสเตรเลีย

Donn มีนาคม 6, 2020

สีสันแปลกตา ปลากระเบนสีชมพูสุดแปลกในออสเตรเลีย

สีชมพู สีสันแปลกตา ที่ปรากฏบนปลากระเบนตัวหนึ่งที่พบเจอได้บ่อยมากใน แนวปะการัง เกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) ไม่ได้เกิดขึ้นจากทั้งการรับเชื้อหรือผลที่เกิดจากการกินอาหาร นักวิทยาศาสตร์กล่าว
เมื่อช่างถ่ายภาพ คริสเตียน เลน เจอปลากระเบนสีชมพูตัวหนึ่งขณะที่เขากำลังดำน้ำแบบฟรีไดร์ฟในแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ของประเทศออสเตรเลีย เขามีความรู้สึกว่ากล้องถ่ายสำหรับรูปคงจะทำงานผิดปกติแน่ๆ

“ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะมีปลากระเบนสีชมพูอยู่บนโลก เวลานี้ก็คิดไปว่าแฟลชกล้องในกล้องถ่ายภาพน่าจะเสียหรือปฏิบัติงานบกพร่องนะครับ” เลน กล่าว ต่อจากนั้นเขาได้โพสต์ภาพปลากระเบนสีชมพูตัวนี้ในอินสตาแกรมแล้วก็เปลี่ยนเป็นกระแสไวรอลในเน็ต

โปรเจกต์แมนตา (Project Mantra – โครงการปลากระเบน) กลุ่มนักวิจัยจากออสเตรเลียที่ศึกษาปลากระเบนสีชมพูตัวนี้ ได้ยืนยันว่าเป็นสีผิวจริงของมัน ในตอนแรก พวกเขาคิดว่าสีชมพูนี้เป็นผลมาจากการติดเชื้อของผิวหนังหรือผลค้างเคียงจากอาหารที่กิน เช่นเดียวกับนกฟลามิงโกสีชมพูที่ได้สีผิวมาจากการกินสัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง หรือครัสเตเชียน (crustaceans) อันหมายถึงสัตว์น้ำจำพวก กุ้ง กั้ง หรือ ปู เป็นต้น แต่จากการศึกษาในปี 2016 โดยนักวิจัย เอมิเลีย อาร์มสตรอง ที่ได้นำตัวอย่างผิวหนังของมันมาศึกษา ก็ค้นพบว่าไม่ได้เกิดจากสาเหตุทั้งสองที่เคยคาดการณ์ไว้

สีสันแปลกตา

ในตอนนี้ เชื่อว่าปลากระเบนตัวนี้มีภาวะการกลายพันธุ์ของยีน (Genetic Mutation) ในเมลานินหรือหรือเม็ดสีผิว อาเซีย เฮนส์ (Asisa Haine) ผู้ช่วยนักวิจัยกลุ่มโปรเจกต์แมนตรา กล่าว

โดยปลากระเบนตัวนี้ไม่เพียงแค่เป็นสัตว์น้ำที่ดูดี แต่มันมีประโยชน์ต่อการศึกษาได้อีกด้วย เฮนส์กล่าวและเสริมว่า “การทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของการกลายพันธุ์ในยีนอาจช่วยบอกเรา” ว่าปลากระเบนมีกระบวนการพัฒนาสีผิวอย่างไร

โซโลมอน เดวิด นักนิเวศวิทยาทางทะเลประจำมหาวิทยาลัย Louisiana’s Nicholls Sate สงสัยว่าเปลี่ยนการชนิดจะเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากภาวการณ์ที่เรียกว่า Erythrism อันเป็นความไม่ดีเหมือนปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้ร่างกายผลิตเม็ดสีแดงมากยิ่งกว่าธรรมดา “การได้มองเห็นการกลายพันธุ์ในสีผิวของสัตว์น้ำไม่ใช่เรื่องที่เกินการคาดการณ์อย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นเรื่องที่เจ๋งที่พวกเราได้เผชิญ” เขากล่าวผ่านอีเมล์

ปกติ ปลากระเบนแมนตาแนวปะการังมีสีผิว 3 แบบ เป็นสีดำล้วน ขาวล้วน หรือสีขาวดำซึ่งมีสูงที่สุดซึ่งเป็นต้นแบบสีที่เรียกว่า “Countershading” อันเป็นลักษณะหนึ่งของการอำพรางตัวในสัตว์ที่ช่วยทำให้พวกมันเป็นที่มองเห็นยากในสิ่งแวดล้อมใต้น้ำ ปลาประเภทนี้จะมีสีดำที่ข้างหลัง และก็มีสีขาวที่ข้างหน้าท้อง เมื่อถูกเห็นจากข้างบน ผิวสีดำของมันจะกลมกลืนไปกับบรรยากาศสีดำใต้สมุทร แม้กระนั้นเมื่อถูกมองดูจากข้างล่าง สีขาวข้างหน้าท้องของมันก็กลมกลืนไปกับแดดที่สะท้อนลงบนผิวน้ำ อันเป็นการปรับตัวที่คุ้มครองพวกมันจากสัตว์นักล่า อาทิเช่น ปลาฉลาม ฯลฯ

แหล่งที่มา ngthai.com

Read More

สัตว์ที่หายาก กระท่าง (ซาลาแมนเดอร์)

Donn มีนาคม 5, 2020

สัตว์ที่หายาก

กระท่าง สัตว์ที่หายาก 

มีผิวหนังละเอียด บริเวณหลังมีปุ่มกลมๆเรียงไปตามแนวทั้งสองข้างของลำตัว
ลักษณะลำตัวคล้ายจิ้งจก ยาวประมาณ 13 – 15 เซ็นติเมตร ด้านหลังมีสีน้ำตาลคล้ำ บนปากและปุ่มบนแผ่นหลังมีแต้มสีเหลือง หางสีส้ม ด้านท้องมีสีส้มจนถึงน้ำตาลเหลือง ที่พบในประเทศไทยมีเพียงชนิดเดียว

  • นิสัย
    ชอบหลบซ่อนตัวอยู่ตามใต้ก้อนหิน ท่อนไม้ และกองใบไม้แห้ง
  • ถิ่นอาศัย
    อาศัยตามแหล่งน้ำบนภูเขาสูงๆในภาคเหนือและอีสานตอนบน เช่นที่ดอยสุเทพ ดอยปุย ดอยอินทนนท์ ดอยอ่างขาง ดอยเชียงดาว ในจังหวัดเชียงใหม่ และที่ภูหลวงในจังหวัดเลย อาศัยอยู่ในป่าดิบเขาที่ระดับความสูง 1,200-2,000 เมตร
  • อาหาร
    กินแมงและตัวอ่อนของแมลงเป็นอาหาร ระยะตัวอ่อน(ลูกอ๊อด)จะกินตัวอ่อนหรือลูกอ๊อดกบเป็นอาหารด้วย
  • การสืบพันธุ์
    ผสมพันธุ์ในเดือนกันยายน-ตุลาคม โดยจะมาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มตามแหล่งน้ำ แอ่งน้ำนิ่ง วางไข่ติดกับพืชน้ำ ลูกอ๊อดจะมีเหงือกเป็นพู่จำนวน 3 คู่
  • ลักษณะไข่
    เม็ดกลมๆ คล้ายเมล็ดสาคูตามพืชนำ
  • สถานภาพปัจจุบัน
    สัตว์ป่าคุ้มครอง ที่หายากและใกล้สูญพันธ์ไปจากประเทศไทย เนื่องจากการบุกรุกทำลายป่าไม้บริเวณต้นน้ำ ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย รวมทั้งการจับมาเป็นสัตว์ทดลอง

แหล่งที่มา animal-of-the-world

Read More

สัตว์ป่าสงวนของไทย นกแต้วแล้วท้องดำ

Donn มีนาคม 4, 2020

สัตว์ป่าสงวนของไทย

นกแต้วแล้วท้องดำ สัตว์ป่าสงวนของไทย เป็นหนึ่งในนกแต้วแล้ว 12 จำพวกที่เจอในประเทศไทย รูปร่างอ้วนป้อม คอสั้น หัวโต หางสั้น ลำตัวยาว 22 ซม. ตัวผู้หัวสีดำ กระหม่อมและก็ท้ายทอยสีน้ำเงินเหลือบฟ้า หางสีน้ำเงินอมเขียว ท้องสีเหลืองสดมีริ้วสีดำบางๆพาดสลับตลอดตอนท้อง ใต้ท้องแต้มสีดำสมชื่อ ตัวเมียกระหม่อมสีเหลืองอ่อน มีแถบดำผ่านใต้ตาลงไปถึงแก้ม ท้องสีขาว มีแถบสีน้ำตาลขวางจากอกลงไปถึงตูด

นกแต้วแล้วท้องดำอาศัยอยู่ในป่าดงดิบที่ราบต่ำ ซึ่งมีระดับความสูงไม่เกิน 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบได้ทั่วไปจากที่ราบ ใกล้ร่องน้ำหรือลำน้ำที่เฉอะแฉะ ไม่ชอบอยู่รอบๆที่มีไม้พื้นล่างขึ้นรกทึบ เขตกระจัดกระจายพันธุ์อยู่ในทางใต้ของประเทศพม่าที่ติดต่อกับเมืองไทยแค่นั้น ในประเทศไทยเจอเพียงแค่ที่เดียวที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม (เขานอจู้จี้) จังหวัดกระบี่เพียงแค่ที่เดียว

นกแต้วแล้วหากินด้วยการกระโดดหาแมลงบนพื้นดินกินหรืออาจขุดไส้เดือนขึ้นมากิน บางครั้งอาจจับกบ และสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กด้วย โดยเฉพาะในช่วงมีลูกอ่อน

นกตัวผู้จะร้องหาคู่ด้วยเสียง 2 พยางค์ เร็ว ๆ ว่า “ท-รับ” แต่ถ้าตกใจนกร้องเสียง “แต้ว แต้ว” เว้นช่วงแต่ละพยางค์ประมาณ 7-8 วินาที และอาจร้องนานเป็นชั่วโมง ส่วนเสียงที่ใช้ในการสื่อสารกันระยะใกล้จะใช้เสียงนุ่มดัง “ฮุ ฮุ”

ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในตอนมี.ค.-เดือนมิถุนายน ตกไข่คราวละ 3-4 ฟอง

ภัยคุกคามหลักต่อนกแต้วแล้วท้องดำเป็นการบุกรุกป่าจากกระบวนการทำไม้และก็การถากถางเพื่อทำการเพาะปลูก การที่นกแต้วแล้วท้องดำอาศัยอยู่ป่าที่ราบต่ำซึ่งเหมาะสมสำหรับเพื่อการทำไร่ ก็เลยยิ่งทำให้ถูกรุกรามได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากนั้นการลักขโมยลอบจับนกมาขายก็เป็นภัยที่รุนแรงเช่นเดียวกัน เพราะเหตุว่าผู้คนทางภาคใต้ของไทยนิยมการเลี้ยงนกไว้ภายในกรง ดังจะเห็นจากการเจอบ่วงดักนกไม่น้อยเลยทีเดียววางอยู่ตามชายป่าเขานอจู้จี้

ตอนนี้สถานภาพของนกแต้วแล้วท้องดำในประเทศไทยน่าห่วงอย่างมาก ในปี พุทธศักราช 2529 เคยเจอ 44-45 คู่ แต่แล้วเมื่อตอนปี พุทธศักราช 2540 เหลือเพียงแค่ 9 คู่แค่นั้น เดี๋ยวนี้คาดว่ามีอยู่ราวๆ 13-20 คู่แค่นั้น เป็นหนึ่งในสัตว์สงวน 15 ชนิดของไทย ตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ไอยูซีเอ็นเคยประเมินสถานภาพไว้ว่า ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก แต่ว่าจากการที่การสำรวจเจอประชาชนของนกจำพวกนี้ในพม่าเยอะขึ้น ในปี 2551 ก็เลยปรับสถานภาพให้ดีขึ้นเล็กน้อยเป็น ใกล้สูญพันธุ์

ทราบหรือไม่?

  • ชื่อสามัญ Gurney’s Pitta ตั้งชื่อตาม John Henry Gurney นักปักษีวิทยาชาวอังกฤษ
  • เคยเชื่อกันว่านกแต้วแล้วท้องดำสูญพันธุ์ไปแล้วก่อนที่จะมีการพบตัวอีกครั้งในปี 2529
  • นักดูนกต่างชาติมักถือว่า นกแต้วแล้วท้องดำ เป็น Most Wanted ของไทย
Read More

ความลับของยีราฟ สุดยอดสัตว์โลก

Donn มีนาคม 3, 2020
ความลับของยีราฟ

เมื่อปี 2016 นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งพอเข้าใจบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับ ความลับของยีราฟ อย่างครบถ้วน (ถึงแม้ยังเป็นที่คัดค้านกันอยู่) ก่อนหน้านั้น วิชาความรู้ที่เชื่อกันมานานเกี่ยวกับยีราฟมีอยู่ว่า พวกมันมีประเภทเดียว นั่นคือ Giraffa camelopardalisi แม้กระนั้นการวิเคราะห์กรรมพันธุ์ในตอนนี้ชี้ว่า แท้จริงแล้วยีราฟมีอยู่ร่วมกันสี่จำพวก แล้วก็อีกทั้ง สี่สายพันธุ์ ยังสามารถแบ่งย่อยได้เป็นห้าประเภทย่อย เมื่ออิงกับอนุกรมวิธานใหม่แล้ว ชนิดย่อยสามในห้าจำพวกพูดได้ว่า มีทิศทางใกล้สูญพันธุ์ (vulnerable: VU) ใกล้สิ้นพันธุ์ (endangered: EN) หรือใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (critically endangered: CR) ทั่วแอฟริกา ประชากรยีราฟต่ำลงแทบปริมาณร้อยละ 40 ตลอดตอนสามสิบปีที่ล่วงเลยไป ทำให้เหลือยีราฟอยู่ในโลกเพียงแค่ราว 110,000 ตัวแค่นั้น

จูเลียน เฟนเนสซี ผู้อำนวยการร่วมของมูลนิธิอนุรักษ์ยีราฟ หรือจีซีเอฟ (Giraffe Conservation Foundation: GCF) เรียกสิ่งนี้ว่า “การสูญพันธุ์อย่างเงียบๆ” เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่า ยีราฟอยู่ดีมีสุขตามธรรมชาติ อาจเป็นเพราะเห็นพวกมันดาษดื่นอยู่ตามสวนสัตว์และเป็นสัตว์สตัฟฟ์

อันที่จริง ในบางพื้นที่ของแอฟริกา ยีราฟ ยังอยู่ดีมีสุขจริง ในแอฟริกาใต้และนามิเบียที่ซึ่งฟาร์มเลี้ยงสัตว์สำหรับล่าทำให้จำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น และคนสามารถล่ายีราฟได้อย่างถูกกฎหมาย ประชากรยีราฟเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วง 20-30 ปีให้หลัง ทว่าในแอฟริกาตะวันออก ยีราฟลายร่างแหและยีราฟมาไซกำลังเผชิญอนาคตที่มืดมนกว่า “สิ่งที่กำลังคร่าชีวิตยีราฟในเคนยาตอนใต้คือรั้ว ซึ่งเป็นภัยคุกคามมากกว่าการลักลอบล่าสัตว์ ยีราฟกระโดดข้ามรั้วไม่ได้ นั่นหมายความว่า ถิ่นกระจายพันธุ์หรือถิ่นที่อยู่ของพวกมันกำลังถูกตัดทอนออกเป็นส่วนๆ” อาร์เทอร์ เมอเนซา ผู้ประสานงานของจีซีเอฟในแอฟริกาตะวันออก บอก การเติบโตของประชากร การที่ปศุสัตว์และเล็มหญ้ามากเกินไป และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้คนเลี้ยงปศุสัตว์กับชาวไร่รุกล้ำพื้นที่ป่าและถิ่นอาศัยของยีราฟ ขณะเดียวกัน ประชากรยีราฟนูเบียซึ่งพบได้มากที่สุดในยูกันดา ลดลงมากถึงร้อยละ 97 ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทำให้พวกมันกลายเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

ความรู้ที่เชื่อกันมานานเกี่ยวกับยีราฟมีอยู่ว่า พวกมันมีชนิดเดียว นั่นคือ Giraffa camelopardalisi แต่การวิเคราะห์พันธุกรรมในปัจจุบันชี้ว่า แท้จริงแล้วยีราฟมีอยู่ด้วยกันสี่ชนิด และทั้งสี่สายพันธุ์ยังสามารถแบ่งย่อยได้เป็นห้าชนิดย่อย

ทุกอย่างเกี่ยวกับลักษณะทางกายวิภาคของยีราฟดูจะแตกต่างอย่างสุดโต่ง ไม่ว่าจะคอยาวขึ้นชื่อ ขนตายาวๆ ขาเก้งก้าง (ยาวที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมด) ดวงตา (กว้างที่สุดในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) กะโหลกยืดยาว และลิ้นยาวเหมือนงวงสีม่วงคล้ำ ซึ่งแลบออกมาได้ยาวครึ่งเมตรและตวัดรูดกิ่งอะเคเซียที่มีหนามแหลม กระทั่งหัวใจที่สูบฉีดเลือดในแนวดิ่งได้มากกว่าสัตว์บกเลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ ก็อาจยาวมากกว่า 60 เซนติเมตร และมีผนังหัวใจห้องล่างหนากว่าเจ็ดเซนติเมตร

ยีราฟมีความดันเลือดสูงที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งปวงเท่าที่รู้ แต่ว่าพวกมันสามารถก้มหน้าถึงพื้นซึ่งอยู่ลดน้อยลงไปห้าเมตรได้อย่างเร็วโดยไม่หน้ามืดเป็นลมเป็นแล้ง การที่พวกมันนั่งแล้วก็ลุกยืนได้ยากเย็นแสนเข็ญ ทั้งบอบบางเป็นพิเศษเมื่ออยู่บนพื้น ยีราฟก็เลยมักนอนเพียงแค่ทีละไม่กี่นาที (เป็นการเกิดที่ยากจะมองเห็นในธรรมชาติ) พวกมันบางทีอาจอยู่ได้นานยาวนานหลายสัปดาห์โดยไม่ต้องกินน้ำ รวมทั้งอาศัยเพียงแค่ความชื้นที่ดูดจากใบไม้ เฟนเนสซีจากจีซีเอฟ เฝ้าพินิจยีราฟในทะเลทรายของนามิเบียอยู่นานถึงห้าปี ก่อนที่จะมองเห็นมันแบะขาออกเพื่อก้มตัวลงกินน้ำจากแอ่งน้ำบนพื้นอย่างทุลักทุเล

อันที่จริง เรายังไม่รู้อยู่ดีว่า ทำไมยีราฟถึงต้องมีคอยาวแบบนั้น นิโกส ซูลูเนียส นักชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการบอกว่า ยีราฟวิวัฒน์ขึ้นในอนุทวีปอินเดีย แล้วอพยพจากเอเชียมายังแอฟริกาเมื่อราวแปดล้านปีก่อน แต่โอคาพี ญาติใกล้ชิดที่สุดของยีราฟที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้นเขตศูนย์สูตรของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กลับไม่มีคอยาวอย่างญาติของมัน

ทุกอย่างเกี่ยวกับลักษณะทางกายวิภาคของยีราฟดูจะแตกต่างอย่างสุดโต่ง ไม่ว่าจะคอยาวขึ้นชื่อ ขาเก้งก้าง (ยาวที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมด) ดวงตา (กว้างที่สุดในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) กะโหลกยืดยาว และลิ้นยาวเหมือนงวง หรือกระทั่งหัวใจที่สูบฉีดเลือดในแนวดิ่งได้มากกว่าสัตว์บกเลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ

ยีราฟเป็นช่างแต่งทรงพุ่มแต่กำเนิด พวกมันเล็มรับประทานต้นอะเคเซียจนถึงมีทรงนาฬิกาทรายที่มีพุ่มไม้ผายออกข้างบน เหนือเส้น “ลองเชิง” ที่คอยาวๆรวมทั้งลิ้นยืดๆของมันไม่อาจจะเอื้อมถึงได้ ด้วยเหตุนี้การที่คอยาววิวัฒน์ขึ้นเพื่อให้โอกาสให้หาเลี้ยงชีพได้ในที่สูง แล้วก็เป็นจุดที่สัตว์ตัวเตี้ยกว่าเอื้อมไม่ถึง ก็เลยเกิดเรื่องสมเหตุผล แต่ว่านักค้นคว้าปริมาณหนึ่งชี้ว่า ที่จริงแล้วคอยาวของยีราฟมีบทบาทสำหรับเพื่อการเลือกทางเพศ (sexual selection) ผลดีหลักของมันก็เลยไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการหาอาหาร แต่ว่าช่วยทำให้เพศผู้สู้กันด้วยหัวที่แกว่งไปมาซึ่งมีหัวกะโหลกครึ้มเป็นพิเศษในยามช่วงชิงเพศภรรยาที่เป็นสัด หรือเปล่าคอยาวๆก็บางทีอาจช่วยสัตว์ที่ออกจะไม่มีแนวทางปกป้องอย่างยีราฟให้ดูได้สูงขึ้นยิ่งกว่าสัตว์อื่นๆเพื่อมองเห็นสัตว์นักล่าจากระยะไกลได้

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สิ่งที่พ่วงมาพร้อมกับคอยาวๆของยีราฟ เป็นความเงียบงันจนถึงน่าฉงน ยีราฟเกือบจะไม่เคยแผดเสียงอะไรก็แล้วแต่และไม่ติดต่อกับพวกเดียวกันโดยใช้สัญญาณใดๆที่หูมนุษย์ได้ยิน ความเงียบของมันน่าแปลกเพิ่มขึ้นเมื่อนึกถึงความจริงที่ว่า พวกมันเป็นสัตว์สังคมที่อาศัยอยู่ในสังคมแบบแยกกันอยู่และก็รวมกันอยู่เป็นพักๆ(fission-fusion society) สัตว์อื่นๆที่มีสังคมลักษณะนี้ ได้แก่ ช้างรวมทั้งลิงชิมแปนซี มักเป็นสัตว์ช่างจ้อ สิ่งนี้ทำให้นักค้นคว้าบางบุคคลเสนอแนวความคิดว่า ยีราฟบางทีอาจแผดเสียงอินฟราซาวนด์ หรือคลื่นใต้เสียงความถี่ต่ำ เพื่อติดต่อสื่อสารกันในระยะทางไกล (ราวกับเสียงฮึมฮัมความถี่ต่ำของช้าง) แม้กระนั้นหลักฐานเท่าที่มียังไม่ชัดแจ้ง…

Read More

คล้ายสุนัข “เสือแทสเมเนีย” เห็นตามธรรมชาติครั้งสุดท้ายในทศวรรษ 1930

Donn มีนาคม 2, 2020

คล้ายสุนัข “เสือแทสเมเนีย” เห็นตามธรรมชาติครั้งสุดท้ายในทศวรรษ 1930

พิจารณาจากรูปภาพของเสือแทสเมเนีย คล้ายสุนัข คุณคงจะแย้งขึ้นมาใจในว่ามองอย่างไรนี่ก็หมาชัดๆชื่อของมันมาจากลายทางข้างหลังเหมือนเสือ ในเวลาที่ใบหน้า เหมือนสุนัข ก็ทำให้มันถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สุนัขป่าแทสมาเนียด้วยเช่นเดียวกัน แม้กระนั้นที่แท้สิ่งมีชีวิตจำพวกนี้อยู่ในอันดับสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้อง (Marsupialia) ประเภทเดียวกับจิงโจ้ แล้วก็โคอาลา โดยคำว่า Marsupialia มาจากภาษาละติน หมายความว่า กระเป๋า หรือ ถุง

เดี๋ยวนี้เสือแทสเมเนียสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ว่าญาติของมัน “แทสเมเนียนเดวิล” ในตระกูล Dasyuridae ซึ่งเป็นชื่อเรียกสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องที่มีถิ่นเกิดในประเทศออสเตรเลียและก็นิวกินียังคงมีชีวิตอยู่ แต่ว่ามีสถานะใกล้สูญพันธุ์ และก็นับว่าเป็นสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องจำพวกกินเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตอนนี้…

Read More