หมวดหมู่: Uncategorized

Donn มีนาคม 16, 2020
หาไม่พบแล้ว ในประเทศไทย นกกาบบัว (Painted Stork)

 

หาไม่พบแล้ว / ถือได้ว่าเป็นนกอีกหนึ่งจำพวกที่เคยเจอได้ในประเทศไทย แต่ในขณะนี้ไม่สามารถเจอได้แล้ว นกชนิดนี้จะมีลักษณะ เป็น นกปากยาว แต่ว่าก็มีความแบนเล็กน้อย รอบๆโคนปากกว้าง ขากรรไกรบนจะมน

รวมทั้งโค้ง ส่วนขากรรไกรล่างนั้นจะเว้า รวมทั้งมีรูจมูกเป็นรูปไข่ รอบๆท่อนหัวและคอจะไม่มีขนปกคลุม แม้กระนั้นในตอนของท้ายทอยนั้นจะมีขนปกคลุม มีตอนขาที่ยาว จากการสำรวจพบว่ามีนกประเภทนี้ทั่วโลก

ปริมาณ 4 ชนิด ซึ่งเมืองไทยเจอนกจำพวกนี้เพียงแค่ 2 ชนิดเท่านั้น ดังเช่นว่า นกกระสาปากเหลือง (Milky Stork) และ นกกาบบัว (Painted Stork) นั่นเอง

รูปร่างโดยทั่วไปของ นกกาบบัว (Painted Stork) นั้นจะมีลักษณะเป็นนกชนาดใหญ่ มีปากยาวซึ่งความยาวของปากถึงหาง ประมาณ 100 – 102 เซนติเมตร บริเวณปากจะมีลักษณะปลายปากมนและโค้งลงเล็กน้อย

ส่วนของหัวนกชนิดนี้จะมีขนาดเล็ก มีช่วงคอค่อนข้างยาว มีปีกที่กว้างและยาว และมีช่วงขาที่ยาวอีกด้วย ซึ่งในนกชนิดนี้นั้นทั้งเพศผู้และเพศเมียจะมีสีสันที่คล้ายกัน หากนกชนิดนี้โตเต็มวัยแล้วจะมีปากสีเหลือง มีขนที่ลำตัวสีขาว และขนบริเวณปีกจะมีแถบสีขาวสลับดำ ขนที่โคนปีก ขนคลุมขนปีกแถวนอก และ ขนบริเวณสะโพก จะมีลักษณะเป็นสีชมพูขน

โดยปกติแล้ว นกกาบบัว มัจะอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง และมักจะออกหากินเป็นฝูง โดยส่วนมากชอบอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็น บึง หนองน้ำ ทุ่งนา หรือชายทะเล ที่อยู่ห่างไกลจากถิ่นอาศัยของคน วิธีการหาอาหารมักเลือกที่จะหาอาหารในบริเวณที่ระดับน้ำไม่ลึก โดยนกชนิดนี้จะอ้าปากเกือบตลอดเวลา และจะใช้ตาคอยจ้องหาเหยื่อในน้ำ เมื่อนกชนิดนี้พบเหยื่อก็จะใช้ปากงับและคาบไว้ก่อนที่จะเงยหัวขึ้นแล้วกลืนเหยื่อลงไปทั้งตัว อาหารของนกชนิดนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์น้ำ ไม่ว่าจะเป็น ปลา กบ ลูกปู กุ้ง หอย และเขียด เป็นต้น โดยส่วนมากแล้วนกชนิดนี้มักจะสร้างรังเป็นแบบง่ายๆ โดยการนำกิ่งไม้ทั้งสดและแห้ง มาวางซ้อนกันบนยอดไม้ แล้วทำเป็นแอ่งตรงกลางเพื่อรองรับไข่นั่นเอง…

Read More
Donn มีนาคม 14, 2020
คิ้วยาวน่ารัก นกที่สวยและใกล้สูญพันธุ์ “นกพัฟฟินคิ้วยาว”

 

คิ้วยาวน่ารัก /นกพัฟฟินคิ้วยาว สัตว์โลก ตอนนี้มีหลายสายพันธุ์ที่ใกล้ไปสู่ วงจรสูญพันธ์ ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว พวกมันก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนๆกับเราที่อาศัยอยู่บนโลก แต่โดนทำร้ายด้วยพวกเดียวกันเอง บางทีก็ถูกมนุษย์ล่า

ซึ่งไม่เพียงแค่สัตว์บกเท่านั้น สัตว์ปีกก็สามารถสูญพันธุ์ด้วยเหมือนกัน แล้วก็สัตว์บางชนิดจะต้องบอกก่อนเลยว่าความสวยของพวกมันนั้น ทำให้พวกเราเสียดายมาจริงๆถ้าพวกมันจำเป็นต้องหมดไป โดยวัตว์ที่เราจะพาไปแนะนำให้รู้จักกันนั้น เป็นสัตว์ปี ผู้เฉิดฉายบนฟ้า เป็นดั่งราชินีนกผู้งดงาม อย่างนกพัฟฟินขนคิ้วยาว (Tufted Puffin) และก็ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ว่า Fratercula cirrhata โดยนกจำพวกนี้ไม่เสมือนนกปกติ ที่มีความเด่นตั้งแต่เค้าหน้าแล้ว โดยนกพัพฟินทั่วๆไปนั้น ใบหน้าของมันจะออกแบ๊วๆสวย แม้กระนั้นกับนกพัฟฟินคิ้วยาวจะมีความแตกต่าง พวกมันจะมิคิ้วที่ยาวมากออกมา

โดยขออธิบายถึงลักษณะโดยทั่วไปกันก่อนเลย เริ่มจากนกชนิดนี้เป็นนกทะเลที่มีลักษณะแปลกประหลาด อยู่ตามผิวน้ำที่หาอาหารด้วยการดำน้ำเป็นหลัก โดยขนาดลำตัวของพวกมันนั้น จะยาวประมาณ 14 – 15 นิ้ว ซึ่งลักษณะหน้าตาอันงดงามของมันนั้น ที่ทำให้ตัวของมันโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดคือเมื่อในฤดูร้อน นกพวกนี้จะมีขนสีเหลืองยาวที่ด้านหลังตา ทำให้ดูสวยเหมือนคิ้วที่ยาวออกม และหน้าของนกชนิดนี้มันจะคล้ายๆ กับนกแก้ว มันมีจงอยปากยาวโค้งสีส้ม ขนตามลำตัวจะมีสีดำแต่ในฤดูหนาวขนตามลำตัวจะเป็นสีเทา และในส่วนของจงอยปากก็จะกลายเป็นสีแดงเข้ม ที่สำคัญในฤดูหนาวขนสีเหลืองที่หลังตาของพวกมันจะหายไป อย่างที่บอกว่าโดยทั่วไปหน้าจะแบ๊วๆ น่ารักๆ แต่พอฤดูร้อนคิ้วยาวก็ทำให้พวกมันดูสวยโดดเด่นไปอีกแบบ โดยนกพัฟฟินคิ้วยาวจะพบได้ก็ตามพวกชายฝั่งแปซิฟิค ตั้งแต่มลรัฐอลาสก้า ถึง แคลิฟอเนียร์ ซึ่งพวกมันจะอาศัยอยู่ตามหน้าผาและโขดหินริมมหาสุมทร ไม่ส่งเสียงร้องในทะเล และเป็นนกที่บินเหนือน้ำในระดับที่ค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตามนกชนิดนี้จัดเป็นสัตว์ที่ใกล้สิ้นซากแล้ว อาจจะหลงเหลืออยู่ไม่มาก ฉะนั้นช่วยกันรักษาธรรมชาติ และก็รักษาป่า รักษาโลก อนุรักษณ์สัตว์โลกกลุ่มนี้ไว้ เพราะเหตุว่าเราทุกคนจำเป็นต้องช่วยกัน สิ่งมีชีวิตพวกมีค่ามาก…

Read More
Donn มีนาคม 13, 2020

สัตว์ผู้มีอำนาจ เสือจากัวร์

เสือจากัวร์ (Jaguar) สัตว์ผู้มีอำนาจ 

หลายคนบางทีอาจจะเคยได้ยินชื่อของสัตว์สายพันธุ์นี้กันมาบ้างแล้ว ซึ่งชื่อของสัตว์สายพันธุ์นี้นั้น ก็เป็นชื่อที่ไม่ว่าใครได้ยินก็จำเป็นที่จะต้องคิดถึง ความสง่ารวมทั้งน่าเกรงขาม เพราะเป็นชื่อที่บอกถึงความมีอำนาจแล้วก็มีอำนาจ และก็สัตว์ที่เราจะนำข้อมูลมานำเสนอกันในวันนี้เป็นเสือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน ทวีปอเมริกา ซึ่งก็คือ

เสือจากัวร์ (Jaguar)
เสือ สายพันธุ์นี้เป็นเสือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกา มีชื่อ เรียกว่า “ จากัวร์ (Jaguar) ” ซึ่งชื่อนี้เพี้ยนมาจากชื่อในภาษาอินเดียนแดงที่เรียกว่า “ yaguara ” โดยหมายความว่า สัตว์ร้ายที่ฆ่าเหยื่อด้วยผู้กระทำระโจนแล้วก็ตะครุบในคราวเดียว เพื่อความอยู่รอด นั่นเอง ซึ่งในชนเผ่าในอเมริกากลางรวมทั้งอเมริกาใต้นั้นมีการใช้มีความเชื่อทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับ เสือจากัวร์ ว่าเป็นสัตว์ที่ทั้งยังแข็งแรงรวมทั้งดุร้าย ก็เลยทำให้มีการนำ เสือจากัวร์ มาใช้เป็นสัญลักษณ์ของความมีอำนาจของวัฒนธรรมตัวเอง จำนวนหลายเผ่าพันธุ์ ดังนี้ ก็เพื่อใช้แสดงเอกลักษณ์ความแข็งแรงของตน และ ความดุร้ายของเสือจากัวร์ นั่นเอง

  • ลักษณะทั่วไปของ เสือจากัวร์ นั้นหากมองผิวเผินจะมีลักษณะคล้ายกับ เสือดาว เป็นอย่างมาก โดยปกติแล้วเสือจากัวร์จะมีขนสั้นเกรียน สีพื้นตั้งแต่เหลืองทอง น้ำตาลอมเหลือง จนถึงน้ำตาลแดง บริเวณหัว คอ บริเวณขามีลายเป็นจุดดำ หลังและสีข้าง มีลายตามบริเวณลำตัวคล้ายกับ เสือดาว มีขนาดปากที่กว้าง และ ม่านตามีหลากหลายสี โดยจะมีตั้งแต่ม่านตาสีเหลืองทอง ไปจนถึง เหลืองอมเขียว ใบหูของ เสือจากัวร์ จะค่อนข้างเล็ก สั้น และกลม บริเวณหลังหูดำมีแต้มสีขาวกลางใบหู ในส่วนของขาเสือจากัวร์นั้นจะมีลักษณะสั้นและใหญ่ มีอุ้งตีนกว้าง ส่วนหางจะค่อนข้างสั้นและหนา โดยจะมีจุดทั่วทั้งหาง ปลายหางดำ โดยปกติแล้วจะพบ เสือจากัวร์ ที่มีลำตัวยาวประมาณ 120-180 เซนติเมตร และมีน้ำหนักประมาณ 70-120 กิโลกรัม และพบ จากัวร์สีดำ ได้บ่อย แต่ในส่วนของ จากัวร์เผือก นั้นสามารถพบได้บ้างแต่ไม่มากนัก

วิธีการล่าเหยื่อของเสือจากัวร์นั้นจะมีความแตกต่างจากเสือชนิดอื่น เนื่องจาก เสือจากัวร์ นั้นมีกรามที่แข็งแรงที่สุดในบรรดาสายพันธุ์เสือทั้งหมด ดังนั้น เสือจากัวร์ จึงใช้วิธีกัดหัวจนเขี้ยวเจาะทะลุกะโหลกนั่นเอง เสือจากัวร์จึงล่าเหยื่อได้หลากหลายชนิด และเป็นที่สุดแห่งผู้แข็งแกร่ง…

Read More
Donn มีนาคม 11, 2020

สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ ไนอาลา Nyala 

สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ ไนอาลา Nyala (Tragelaphus angasi)

  • สิ่งที่น่าสนใจ :
    เป็นแอนติโลพขนาดค่อนข้างจะใหญ่ เพศผู้สีพื้นลำตัวจะเป็นสีเทา รวมทั้งมีแถบสีขาวข้างลำตัว 3-14 แถบ ส่วนขาด้านด้านล่างจะเป็นสีน้ำตาลเหลือง ตัวเมียจะมีขนาดเล็กกว่าและไม่มีเขา สีของลำตัวจะเป็นสีน้ำตาลเหลือง
  • ถิ่นอาศัย :
    เจอในป่าโปร่ง ทุ่งหญ้าสะวันนา บริเวณที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำในทวีปแอฟริกา
  • อาหาร :
    กินใบไม้เป็นหลักร่วมทั้งยังต้นหญ้าในตอนที่มีฝนตก
  • พฤติกรรม :
    จะมองเห็นเป็นกรุ๊ปขนาดเล็ก เมื่อมีการเปลี่ยนสมาชิกกลุ่ม ไนอาลาตัวแม่แล้วก็ลูกจะเป็นตัวหลักในกลุ่ม ตัวผู้โดยมากจะอยู่โดดเดี่ยว
  • สถานภาพปัจจุบัน :
    สิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์
  • วัยเจริญพันธุ์ :
    ไนอาลามีระยะการตั้งท้อง 220 วัน ออกลูกทีละ 1 ตัว
  • ขนาดและน้ำหนัก :
    น้ำหนัก ตัวเมียราว 62 กิโล ส่วนของตัวผู้ราว108 กิโล

สถานที่ชม :

  • สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
  • สวนสัตว์นครราชสีมา
  • สวนสัตว์ขอนแก่น
  • สวนสัตว์อุบลราชธานี

แหล่งที่มา zoothailand

Read More
Donn มีนาคม 10, 2020

นกแก๊ก

ชื่ออื่นๆ : นกแกง นกแก๊ก

ลักษณะ:เป็นนกเงือกที่ เล็กที่สุด ในประเทศไทย บางแห่งชาวบ้าน จะเรียกว่า นกเงือกเล็ก นกเพศผู้ มีความยาวจากปลายปาก ถึงปลายหาง 89 ซม. แต่ว่านกตัวเมีย มีขนาดตัวเล็กกว่า คือยาวเพียงแค่ 70 ซม. นกตัวผู้แล้วก็นก

ตัวเมียสีสันคล้ายคลึงกัน แยกความต่างได้ยากคาง ใต้คอ ทรวงอกส่วนบน แล้วก็ ส่วนบนของลำตัวตั้งแต่หัวหลังคอ ข้างหลัง ก้น และก็ขนคลุมบนโคนหางสีดำสนิท มีเหลือบเขียวบางส่วนมองเป็นมัน ปีกสีดำเหลือบเขียว ขนปลายปี นอกจาก 2 เส้นนอกสุด แล้วก็ ขนกลางปีกด้านนอก เส้นนอกๆมีแต้มสีขาวกว้างๆตอนปลาย เวลานกกางปีกออก ก็เลยเห็นชายปีก ของมันเป็นสีขาว ชัดเจน ขนหางคู่บนเป็นสีดำอีกทั้งเส้น แต่ว่าขนหางคู่อื่นๆมีสีดำตอนโคนราว 2 ใน 3ส่วนของขนหางแม้กระนั้นช่วงท้ายที่เหลือ เป็นสี ขาว หากดูทางด้านล่าง จะมองเห็นเป็นโคนหางสีดำ ปลายหางสีขาว เว้นเสียแต่ นก แก๊กพันธุ์ใต้ (A.a. convexus) ซึ่งมีขนหางเส้นนอกสุด เป็นสีขาวอีกทั้งเส้นอกข้างล่าง ท้อง อยู่ตลอดไปจนถึงขนหุ้มใต้โคนหาง รวมทั้ง ขนคลุมขาท่อนบนเป็น สีขาว มีหนังเปลือย รอบดวงตา แล้วก็ ที่แก้มตอนล่าง เป็นสีฟ้าจางๆแต่ว่ามักมองเห็นเป็นสีขาว ม่านตาสีน้ำตาลเข้ม ขา รวมทั้ง นิ้วเท้าสีดำ ปาก แล้วก็คาสค์ สีขาวแบบสีงา แม้กระนั้นนกตัวผู้มีคาสค์ใหญ่กว่า มีทาสีดำที่ค้างสค์ แล้วก็ ปากน้อยกว่า นกตัวเมียนอกเหนือจากนี้ นกตัวเมีย ยังมีแต้มสีน้ำตาลปนแดงคล้ำๆถัดจากแต้มสีดำที่โคนปาก อีกด้วย…

Read More
Donn มีนาคม 9, 2020

คาปิบารา Capybara ทวีปอเมริกาใต้

คาปิบารา Capybara

-เป็นสัตว์ฟันแทะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด -ขนสีน้ำตาลแดง หรือสีเทา ไม่มีหาง – เพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้เล็กน้อย น้ำหนักระหว่าง 35-66 โล

อาหาร :
กินพืช โดยเฉพาะส่วนใบ และเปลือกไม้ (Herbivore, Folivore, Lignivore)

พฤติกรรม :
-ผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี มีวงรอบผสมพันธุ์ปีละครั้ง มักพบการผสมพันธุ์ก่อนเข้าฤดูฝน -ตั้งท้องนาน 130-150 วัน -ออกลูกครั้งละ 4-5 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน :
สิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

อนุกรมวิธาน
สถานะภาพทางการอนุรักษ์ : พบได้ในธรรมชาติ

อายุเฉลี่ย :
-โตเต็มวัย อายุ 18 เดือน -อายุขัยเฉลี่ย 6-12 ปี…

Read More
Donn มีนาคม 7, 2020

ลิงอัสสัม รูปร่างอ้วนเทอะทะ

ลิงอัสสัม เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทหนึ่งที่อยู่ใน อันดับลิง (ไพรเมต) มีรูปร่างอ้วนเทอะทะ แขนแล้วก็ขาสั้น ขนตามลำตัวมีสีเหลืองผสมเทา บางตัวอาจมีสีเข้มมากกระทั่งมองเหมือนสีน้ำตาลดำ ส่วนหัวไหล่ หัว และแขนจะมีสีอ่อนกว่าสีขนบริเวณอื่นๆของร่างกาย ขนบริเวณหัวแล้วก็หางมักมีสีเทาน ในบางฤดูกาลผิวหนังใต้ขนจะเปลี่ยนเป็นสีเทาอมฟ้า

ลิงอ้ายเงี๊ยะ มักอาศัยในป่าบนภูเขาสูงหรือจากที่ราบสูงซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลราวๆ 500-3,500 เมตร ใช้เวลาส่วนมากอยู่บนต้นไม้ซึ่งมีเรือนยอดไม้สูง มักอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆการหากินจะมีสมาชิกบางตัวปฏิบัติภารกิจระวังภัยให้ฝูง โดยจะนั่งสังเกตการณ์อยู่บนต้นไม้ซึ่งเยอะที่สุด และก็ถ้าเกิดมีอันตรายเข้ามาใกล้จะส่งเสียงร้องเตือนให้หลบหนี โดยจะร้องเสียงดัง “ปิ้ว”

ลิงอ้ายเงียะจัดเป็นลิงนิสัยดุร้าย สามารถกระดิกหางได้เหมือนสุนัข กินอาหารประกอบไปด้วย ผลไม้ ยอดไม้อ่อน แมลง รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลานพวกกิ้งก่า

สถานภาพ : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองป้องกัน และสัตว์คุ้มครองบัญชีหมายเลข 2 ของไซเตสด้วย

Read More
Donn มีนาคม 6, 2020

สีสันแปลกตา ปลากระเบนสีชมพูสุดแปลกในออสเตรเลีย

สีชมพู สีสันแปลกตา ที่ปรากฏบนปลากระเบนตัวหนึ่งที่พบเจอได้บ่อยมากใน แนวปะการัง เกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) ไม่ได้เกิดขึ้นจากทั้งการรับเชื้อหรือผลที่เกิดจากการกินอาหาร นักวิทยาศาสตร์กล่าว
เมื่อช่างถ่ายภาพ คริสเตียน เลน เจอปลากระเบนสีชมพูตัวหนึ่งขณะที่เขากำลังดำน้ำแบบฟรีไดร์ฟในแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ของประเทศออสเตรเลีย เขามีความรู้สึกว่ากล้องถ่ายสำหรับรูปคงจะทำงานผิดปกติแน่ๆ

“ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะมีปลากระเบนสีชมพูอยู่บนโลก เวลานี้ก็คิดไปว่าแฟลชกล้องในกล้องถ่ายภาพน่าจะเสียหรือปฏิบัติงานบกพร่องนะครับ” เลน กล่าว ต่อจากนั้นเขาได้โพสต์ภาพปลากระเบนสีชมพูตัวนี้ในอินสตาแกรมแล้วก็เปลี่ยนเป็นกระแสไวรอลในเน็ต

โปรเจกต์แมนตา (Project Mantra – โครงการปลากระเบน) กลุ่มนักวิจัยจากออสเตรเลียที่ศึกษาปลากระเบนสีชมพูตัวนี้ ได้ยืนยันว่าเป็นสีผิวจริงของมัน ในตอนแรก พวกเขาคิดว่าสีชมพูนี้เป็นผลมาจากการติดเชื้อของผิวหนังหรือผลค้างเคียงจากอาหารที่กิน เช่นเดียวกับนกฟลามิงโกสีชมพูที่ได้สีผิวมาจากการกินสัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง หรือครัสเตเชียน (crustaceans) อันหมายถึงสัตว์น้ำจำพวก กุ้ง กั้ง หรือ ปู เป็นต้น แต่จากการศึกษาในปี 2016 โดยนักวิจัย เอมิเลีย อาร์มสตรอง ที่ได้นำตัวอย่างผิวหนังของมันมาศึกษา ก็ค้นพบว่าไม่ได้เกิดจากสาเหตุทั้งสองที่เคยคาดการณ์ไว้

สีสันแปลกตา

ในตอนนี้ เชื่อว่าปลากระเบนตัวนี้มีภาวะการกลายพันธุ์ของยีน (Genetic Mutation) ในเมลานินหรือหรือเม็ดสีผิว อาเซีย เฮนส์ (Asisa Haine) ผู้ช่วยนักวิจัยกลุ่มโปรเจกต์แมนตรา กล่าว

โดยปลากระเบนตัวนี้ไม่เพียงแค่เป็นสัตว์น้ำที่ดูดี แต่มันมีประโยชน์ต่อการศึกษาได้อีกด้วย เฮนส์กล่าวและเสริมว่า “การทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของการกลายพันธุ์ในยีนอาจช่วยบอกเรา” ว่าปลากระเบนมีกระบวนการพัฒนาสีผิวอย่างไร

โซโลมอน เดวิด นักนิเวศวิทยาทางทะเลประจำมหาวิทยาลัย Louisiana’s Nicholls Sate สงสัยว่าเปลี่ยนการชนิดจะเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากภาวการณ์ที่เรียกว่า Erythrism อันเป็นความไม่ดีเหมือนปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้ร่างกายผลิตเม็ดสีแดงมากยิ่งกว่าธรรมดา “การได้มองเห็นการกลายพันธุ์ในสีผิวของสัตว์น้ำไม่ใช่เรื่องที่เกินการคาดการณ์อย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นเรื่องที่เจ๋งที่พวกเราได้เผชิญ” เขากล่าวผ่านอีเมล์

ปกติ ปลากระเบนแมนตาแนวปะการังมีสีผิว 3 แบบ เป็นสีดำล้วน ขาวล้วน หรือสีขาวดำซึ่งมีสูงที่สุดซึ่งเป็นต้นแบบสีที่เรียกว่า “Countershading” อันเป็นลักษณะหนึ่งของการอำพรางตัวในสัตว์ที่ช่วยทำให้พวกมันเป็นที่มองเห็นยากในสิ่งแวดล้อมใต้น้ำ ปลาประเภทนี้จะมีสีดำที่ข้างหลัง และก็มีสีขาวที่ข้างหน้าท้อง เมื่อถูกเห็นจากข้างบน ผิวสีดำของมันจะกลมกลืนไปกับบรรยากาศสีดำใต้สมุทร แม้กระนั้นเมื่อถูกมองดูจากข้างล่าง สีขาวข้างหน้าท้องของมันก็กลมกลืนไปกับแดดที่สะท้อนลงบนผิวน้ำ อันเป็นการปรับตัวที่คุ้มครองพวกมันจากสัตว์นักล่า อาทิเช่น ปลาฉลาม ฯลฯ

แหล่งที่มา ngthai.com

Read More
Donn มีนาคม 5, 2020

สัตว์ที่หายาก

กระท่าง สัตว์ที่หายาก 

มีผิวหนังละเอียด บริเวณหลังมีปุ่มกลมๆเรียงไปตามแนวทั้งสองข้างของลำตัว
ลักษณะลำตัวคล้ายจิ้งจก ยาวประมาณ 13 – 15 เซ็นติเมตร ด้านหลังมีสีน้ำตาลคล้ำ บนปากและปุ่มบนแผ่นหลังมีแต้มสีเหลือง หางสีส้ม ด้านท้องมีสีส้มจนถึงน้ำตาลเหลือง ที่พบในประเทศไทยมีเพียงชนิดเดียว

  • นิสัย
    ชอบหลบซ่อนตัวอยู่ตามใต้ก้อนหิน ท่อนไม้ และกองใบไม้แห้ง
  • ถิ่นอาศัย
    อาศัยตามแหล่งน้ำบนภูเขาสูงๆในภาคเหนือและอีสานตอนบน เช่นที่ดอยสุเทพ ดอยปุย ดอยอินทนนท์ ดอยอ่างขาง ดอยเชียงดาว ในจังหวัดเชียงใหม่ และที่ภูหลวงในจังหวัดเลย อาศัยอยู่ในป่าดิบเขาที่ระดับความสูง 1,200-2,000 เมตร
  • อาหาร
    กินแมงและตัวอ่อนของแมลงเป็นอาหาร ระยะตัวอ่อน(ลูกอ๊อด)จะกินตัวอ่อนหรือลูกอ๊อดกบเป็นอาหารด้วย
  • การสืบพันธุ์
    ผสมพันธุ์ในเดือนกันยายน-ตุลาคม โดยจะมาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มตามแหล่งน้ำ แอ่งน้ำนิ่ง วางไข่ติดกับพืชน้ำ ลูกอ๊อดจะมีเหงือกเป็นพู่จำนวน 3 คู่
  • ลักษณะไข่
    เม็ดกลมๆ คล้ายเมล็ดสาคูตามพืชนำ
  • สถานภาพปัจจุบัน
    สัตว์ป่าคุ้มครอง ที่หายากและใกล้สูญพันธ์ไปจากประเทศไทย เนื่องจากการบุกรุกทำลายป่าไม้บริเวณต้นน้ำ ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย รวมทั้งการจับมาเป็นสัตว์ทดลอง

แหล่งที่มา animal-of-the-world

Read More
Donn มีนาคม 4, 2020

สัตว์ป่าสงวนของไทย

นกแต้วแล้วท้องดำ สัตว์ป่าสงวนของไทย เป็นหนึ่งในนกแต้วแล้ว 12 จำพวกที่เจอในประเทศไทย รูปร่างอ้วนป้อม คอสั้น หัวโต หางสั้น ลำตัวยาว 22 ซม. ตัวผู้หัวสีดำ กระหม่อมและก็ท้ายทอยสีน้ำเงินเหลือบฟ้า หางสีน้ำเงินอมเขียว ท้องสีเหลืองสดมีริ้วสีดำบางๆพาดสลับตลอดตอนท้อง ใต้ท้องแต้มสีดำสมชื่อ ตัวเมียกระหม่อมสีเหลืองอ่อน มีแถบดำผ่านใต้ตาลงไปถึงแก้ม ท้องสีขาว มีแถบสีน้ำตาลขวางจากอกลงไปถึงตูด

นกแต้วแล้วท้องดำอาศัยอยู่ในป่าดงดิบที่ราบต่ำ ซึ่งมีระดับความสูงไม่เกิน 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบได้ทั่วไปจากที่ราบ ใกล้ร่องน้ำหรือลำน้ำที่เฉอะแฉะ ไม่ชอบอยู่รอบๆที่มีไม้พื้นล่างขึ้นรกทึบ เขตกระจัดกระจายพันธุ์อยู่ในทางใต้ของประเทศพม่าที่ติดต่อกับเมืองไทยแค่นั้น ในประเทศไทยเจอเพียงแค่ที่เดียวที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม (เขานอจู้จี้) จังหวัดกระบี่เพียงแค่ที่เดียว

นกแต้วแล้วหากินด้วยการกระโดดหาแมลงบนพื้นดินกินหรืออาจขุดไส้เดือนขึ้นมากิน บางครั้งอาจจับกบ และสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กด้วย โดยเฉพาะในช่วงมีลูกอ่อน

นกตัวผู้จะร้องหาคู่ด้วยเสียง 2 พยางค์ เร็ว ๆ ว่า “ท-รับ” แต่ถ้าตกใจนกร้องเสียง “แต้ว แต้ว” เว้นช่วงแต่ละพยางค์ประมาณ 7-8 วินาที และอาจร้องนานเป็นชั่วโมง ส่วนเสียงที่ใช้ในการสื่อสารกันระยะใกล้จะใช้เสียงนุ่มดัง “ฮุ ฮุ”

ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในตอนมี.ค.-เดือนมิถุนายน ตกไข่คราวละ 3-4 ฟอง

ภัยคุกคามหลักต่อนกแต้วแล้วท้องดำเป็นการบุกรุกป่าจากกระบวนการทำไม้และก็การถากถางเพื่อทำการเพาะปลูก การที่นกแต้วแล้วท้องดำอาศัยอยู่ป่าที่ราบต่ำซึ่งเหมาะสมสำหรับเพื่อการทำไร่ ก็เลยยิ่งทำให้ถูกรุกรามได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากนั้นการลักขโมยลอบจับนกมาขายก็เป็นภัยที่รุนแรงเช่นเดียวกัน เพราะเหตุว่าผู้คนทางภาคใต้ของไทยนิยมการเลี้ยงนกไว้ภายในกรง ดังจะเห็นจากการเจอบ่วงดักนกไม่น้อยเลยทีเดียววางอยู่ตามชายป่าเขานอจู้จี้

ตอนนี้สถานภาพของนกแต้วแล้วท้องดำในประเทศไทยน่าห่วงอย่างมาก ในปี พุทธศักราช 2529 เคยเจอ 44-45 คู่ แต่แล้วเมื่อตอนปี พุทธศักราช 2540 เหลือเพียงแค่ 9 คู่แค่นั้น เดี๋ยวนี้คาดว่ามีอยู่ราวๆ 13-20 คู่แค่นั้น เป็นหนึ่งในสัตว์สงวน 15 ชนิดของไทย ตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ไอยูซีเอ็นเคยประเมินสถานภาพไว้ว่า ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก แต่ว่าจากการที่การสำรวจเจอประชาชนของนกจำพวกนี้ในพม่าเยอะขึ้น ในปี 2551 ก็เลยปรับสถานภาพให้ดีขึ้นเล็กน้อยเป็น ใกล้สูญพันธุ์

ทราบหรือไม่?

  • ชื่อสามัญ Gurney’s Pitta ตั้งชื่อตาม John Henry Gurney นักปักษีวิทยาชาวอังกฤษ
  • เคยเชื่อกันว่านกแต้วแล้วท้องดำสูญพันธุ์ไปแล้วก่อนที่จะมีการพบตัวอีกครั้งในปี 2529
  • นักดูนกต่างชาติมักถือว่า นกแต้วแล้วท้องดำ เป็น Most Wanted ของไทย
Read More